5 สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนเริ่ม

5 สิ่งที่ต้องเตรียมตัวก่อนเริ่ม จัดฟัน เรารู้สึกว่าอยากจัดฟัน บางทีปัจจัยเหล่านี้อาจจะเป็นอารมณ์ชั่ววูบที่ทำให้เรารู้สึกว่า “เราอยากจัดฟัน” ขึ้นมา เลยรีบไปตามหาคลินิกที่จะจัดฟันให้เราเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จนลืมไปว่า เหรียญมีสองด้านเสมอ จัดฟันมีข้อดีครับ แน่นอน แต่ก็มาพร้อมกับข้อเสีย ข้อจำกัดบางประการ ที่ควรจะต้องพิจารณาให้ดีเสียก่อน แค่เราจะไปเที่ยวกันยังต้องมีการเตรียมตัวกันเลย แล้วทำไมจะจัดฟันเราถึงจะไม่ต้องเตรียมตัวกัน

อยากให้พึงระลึกว่า บางครั้งการรีบคิด รีบตัดสินใจทำอะไรบางอย่างเร็วเกินไป อาจทำให้ลืมไปว่า เราควรจะต้องเตรียมตัว เตรียมใจอะไรบ้าง เพื่อที่จะให้เกิดปัญหาตามมาน้อยที่สุด

1. เตรียมเวลา

ข้อนี้ส่วนตัวผู้เขียนให้ความสำคัญมากๆครับ Timing ในการจัดฟันถือเป็นสิ่งสำคัญมากๆเลยทีเดียว เนื่องจากการจัดฟัน เป็นการรักษาทางทันตกรรมที่ใช้เวลาค่อนข้างนาน โดยเฉลี่ยการจัดฟันจะต้องพบหมอจัดฟันประมาณ 20-30 ครั้ง (ซึ่งขึ้นอยู่กับความยากง่ายของแต่ละเคส อาจจะสั้นหรือยาวกว่านี้ก็เป็นไปได้)

ถ้าหากพบหมอจัดฟันเดือนละ 1 ครั้งก็จะใช้เวลาประมาณ 2-3 ปี ต่อเนื่องกัน ดังนั้น หากเราต้องการจัดฟัน จะต้องลองดูเวลาของตัวเองว่าจะสามารถพบหมอจัดฟันได้ต่อเนื่องนานขนาดนั้นหรือไม่

ยกตัวอย่างที่พบได้บ่อยคือน้องๆนักเรียนนักศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มัธยม3 มัธยม6 นักศึกษาปี4 ซึ่งกำลังจะเรียนจบในสถาบันเดิม เพราะหลังจากเริ่มจัดไปได้ไม่นาน ก็อาจจะต้องย้ายสถานที่เรียนหรือต้องเริ่มทำงานต่างสถานที่ แล้วอาจจะไม่สะดวกเดินกลับมาพบหมอจัดฟันได้ทุกเดือน ซึ่งจะทำให้การจัดฟันยืดเยื้อออกไป หรือถึงจะสามารถเดินทางไปกลับทุกเดือนได้ ก็อาจจะสิ้นเปลืองค่าเดินทางมากเกินไป

ส่วนใหญ่ของคนไข้ที่ย้ายสถาบันมักจะผิดนัดไปนานหลายเดือน เพราะในช่วงแรกของการย้ายสถาบัน ก็จะมีกิจกรรมมากมาย เช่น รับน้อง ปฐมนิเทศ และใช้เวลาปรับตัวเข้ากับสถานที่ใหม่อีก บางคนก็ไม่ได้กลับมาพบหมอเลยแถมยังดูแลฟันไม่ดีอีก จนเกิดฟันผุ โรคเหงือก และโรคเกี่ยวกับฟันอื่นๆมากมาย

ตัวอย่างอื่นๆได้แก่ ยังไม่แน่ใจกับสถานที่ทำงาน เตรียมย้ายงาน ย้ายบ้าน หรือลักษณะของงาน ทำงานไม่เป็นหลักเป็นแหล่ง ต้องเดินทางไปประจำที่อื่นอยู่เรื่อยๆ เป็นต้น

ในกรณีเหล่านี้แนะนำให้ตรวจสอบตัวเองให้มั่นใจก่อนว่าจะสามารถเดินทางไปพบหมอจัดฟันที่ดูแลเราได้เป็นประจำทุกเดือนอย่างน้อย 2 ปีต่อเนื่องกัน

2. เลือกคลินิกและหมอจัดฟัน

โดยทั่วไปเราควรเลือกคลินิกจัดฟันที่เราสามารถเดินทางไปได้ทุกๆเดือน บางครั้งการเลือกคลินิกดีๆ หมอจัดฟันดังๆ อาจจะไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดเท่าไหร่ ถ้าหากเราไม่สะดวกเดินไปทางไปหาคุณหมอท่านนั้นได้ทุกเดือน เพราะเราจะต้องระลึกไว้เสมอว่า ยิ่งเราผิดนัดหมอจัดฟันบ่อยแค่ไหน ระยะเวลาโดยรวมในการรักษาก็จะยืดออกไปด้วย แต่เราต้องมั่นใจด้วยว่าคุณหมอจัดฟันของเรามีความรู้และประสบการณ์ที่เพียงพอ

ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกคลินิกที่ไหนก็อาจจะอ่านรีวิว หรือสอบถามเพื่อนๆที่จัดฟันอยู่หรือเคยจัดฟันว่าคลินิกที่รับการรักษาอยู่เป็นอย่างไรบ้าง หมอจัดฟันแต่ละคนอาจจะมีสไตล์การจัดฟันที่ต่างกันออกไปบ้างแต่อยู่บนพื้นฐานเดียวกัน ถ้าเรามีเพื่อนๆที่เคยจัดฟันอยู่กับหมอคนนั้นๆ ก็อาจจะพอจะทราบแนวทางคร่าวๆว่าเราเหมาะสมกับหมอที่เราเลือกรักษาด้วยหรือไม่

3. เตรียมค่าใช้จ่าย

การจัดฟันเป็นการรักษาทางทันตกรรมที่มีค่าใช้จ่ายโดยรวมค่อนข้างสูง ซึ่งอาจจะสูงมากขึ้นกว่าราคาที่ทางคลินิกแจ้งไว้เนื่องจากจะต้องมีการเตรียมช่องปาก

ในคนที่มีสุขภาพช่องปากและฟันดี ก็สามารถเริ่มต้นจัดฟันได้เลย โดยไม่จำเป็นเตรียมช่องปากอะไรมากมายเนื่องจากไม่ได้มีปัญหาสุขภาพฟันอะไร แต่ในบางคนที่แทบไม่เคยพบหมอฟันเลย หรือมีปัญหามากมายแต่กลัวหมอฟันจึงทิ้งปัญหาต่างๆเอาไว้จนเรื้อรัง กว่าจะสามารถเริ่มจัดฟันก็จะเสียค่าใช้จ่ายไปกับค่าเตรียมช่องปากไปมาแล้ว

บ่อยครั้งที่ทางคลินิกพบว่ามีคนไข้หลายรายไม่ได้เตรียมค่าใช้จ่ายล่วงหน้าเอาไว้สำหรับเดือนต่อๆไป เนื่องจากการจัดฟันโดยทั่วไปจะมีค่าใช้จ่ายแบบผ่อนจ่ายเงินก้อนในเดือนแรกๆ หลังจากนั้นจึงทยอยผ่อนจ่ายไปเรื่อยๆจนเสร็จ

บางคนเตรียมค่าใช้จ่ายเอาไว้เพียงสำหรับการติดเครื่องมือเท่านั้น พอถึงเวลานัดเดือนต่อไปก็ไม่ได้ไปตามนัดเนื่องจากไม่ได้เตรียมค่าใช้จ่ายล่วงหน้าเอาไว้ ทำให้การรักษายืดยาวออกไปได้ ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อสุขภาพช่องปากได้

ในกรณีนี้ขอแนะนำว่าหากเราต้องการจัดฟัน แต่มีค่าใช้จ่ายไม่เพียงพอ ให้ตรวจฟันและปรึกษาหมอจัดฟันให้เรียบร้อยก่อน เพื่อตรวจดูว่ามีปัญหาอะไรบ้างที่จะต้องเคลียร์ก่อน ปัญหาบางอย่างเป็นปัญหาเร่งด่วนซึ่งควรได้รับการรักษาทันที เช่น ฟันผุ โรคเหงือก เพราะถ้าปล่อยไว้โรคจะลุกลามไปเรื่อยๆจนอาจจะสูญเสียฟัน ในขณะที่บางปัญหาอาจจะรอได้ เช่น ฟันคุดบางประเภท อาจจะรอไปก่อนได้ระยะหนึ่ง

ส่วนการจัดฟัน โดยทั่วไปไม่ได้เป็นสิ่งที่ต้องเริ่มการรักษาโดยด่วนอยู่แล้ว อาจจะรอจนเตรียมค่าใช้จ่ายไว้ได้เพียงพอสำหรับค่าจัดฟันล่วงหน้า 2-3 เดือน แล้วค่อยเริ่มติดเครื่องมือจะดีที่สุด เพื่อให้จัดฟันเสร็จตรงตามเวลา

4. เตรียมตัวว่าจะเจอกับอะไรบ้าง

อย่าคาดหวังเมื่อไหร่เราต้องการจะจัดฟันแล้วเราจะได้จัดฟันทันที ก่อนจะจัดฟันจะมีขั้นตอนหลายขั้นตอน เราควรจะต้องรู้ก่อนว่าขั้นตอนมาตรฐานของการจัดฟันควรจะมีอะไรบ้าง

ตรวจฟัน ปรึกษาจัดฟัน

เป็นขั้นตอนแรกของการจัดฟันเลย ซึ่งประกอบด้วย การปรึกษาหมอจัดฟัน ถ่ายภาพรังสีทั้งกะโหลกศีรษะ ทำแบบพิมพ์ฟัน

เตรียมช่องปาก

เราจะต้องทำฟันอะไรบ้าง ระยะเวลาและค่าใช้จ่ายเท่าไหร่ ก็จะขึ้นอยู่การดูแลฟันของเราในอดีต ถ้าหากเราดูแลดีมาตลอด พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสภาพฟันเป็นประจำ การเตรียมช่องปากก็จะแทบไม่จำเป็นต้องทำอะไรเลย อาจจะมีขูดหินปูนบ้างซักครั้งก่อนเริ่มจัดฟัน

แต่ถ้าหากเราขาดการดูแลฟันมาเป็นเวลานาน ถ้าเราโชคดี ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย แต่ถ้าโชคไม่ดีก็อาจจะเจอปัญหามากมายที่ต้องจัดการ การที่เราไม่เคยปวดฟันไม่ใช่แปลว่าจะไม่มีปัญหาสุขภาพฟันนะครับ โดยทั่วไปเราจะเริ่มปวดฟันต่อเมื่อปัญหาฟันเริ่มลุกลามไปมากแล้ว อย่างไรก็ตามใครที่เจอปัญหาเยอะก็อย่าพึ่งท้อใจนะครับ ให้ถือซะว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้ปรับเปลี่ยนตัวเองเพื่อที่จะได้มีสุขภาพฟันที่ดีต่อไป

เริ่มจัดฟัน

จัดฟันแล้วชีวิตเปลี่ยน ครับ ตามนี้เลย วิถีชีวิตของเราหลังจากจัดฟันจะเปลี่ยนไปไม่มากก็น้อย ที่แน่ๆอย่างหนึ่งเลย คือ รับประทานอาหารลำบากขึ้น กินอะไรก็ติดเหล็ก (บางคนพาลทำให้ไม่ค่อยอยากกินอะไร กลายเป็นข้อดี ทำให้ผอมลง) แปรงฟันยากขึ้น ต้องดูแลมากขึ้น ซึ่งทางคลินิกจัดฟันจะแนะนำวิธีการดูแลให้เพื่อไม่ให้เกิดโรคฟันขึ้นระหว่างจัดฟัน

อาการปวดฟัน แน่นอนว่าก็จะมีบ้างครับ โดยทั่วไปประมาณ 3-7 วันหลังจากปรับลวดแต่ละครั้ง แต่ก็ไม่ได้ปวดขนาดที่ว่าจะต้องทานยาแก้ปวดนะครับ จะเป็นอาการปวดประมาณว่าปวดรำคาญเท่านั้น

หลังจากจัดฟันเสร็จ

ในช่วงแรกๆหลังจากจัดฟันเสร็จ เราจะต้องใส่รีเทนเนอร์เพื่อคงสภาพฟันเอาไว้จนกว่ารากฟันจะยึดกับกระดูกอย่างสมบูรณ์ ขอเอาไว้อธิบายอย่างละเอียดขึ้นในบทความต่อไปนะครับ

5. เตรียมปรับพฤติกรรม

ระหว่างจัดฟันสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยก็คือ “ฟันผุ” และขอบอกไว้ก่อนเลยว่า เหล็กจัดฟันนี่แหละ เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ฟันผุง่ายขึ้น

เนื่องจากการมีเหล็กจัดฟันจะทำให้การแปรงฟันยากขึ้น และเศษอาหารติดฟันได้ง่ายขึ้น เป็นปัจจัยเพิ่มความเสี่ยงฟันผุ ถ้าเราไม่ปรับพฤติกรรม ไม่พยายามส่งเสริมปัจจัยลดความเสี่ยงฟันผุ สุดท้ายแล้วก็จะเกิดฟันผุระหว่างจัดฟันได้ง่าย ซึ่งหากเราต้องการจัดฟัน เราควรจะต้องเริ่มปรับพฤติกรรมตัวเองตั้งแต่ก่อนเริ่มจัดฟัน เพื่อสร้างความเคยชิน

ปัจจัยลดความเสี่ยงฟันผุได้แก่อะไรบ้าง

การแปรงฟัน

หลายๆคนคงจะทราบกันอยู่แล้วว่าการแปรงฟันจะช่วยป้องกันฟันผุได้ แต่การแปรงฟันเหมือนเดิมกับก่อนจัดฟัน อาจจะไม่เพียงพอที่จะป้องกันฟันผุได้ในระหว่างจัดฟัน เราควรจะต้องแปรงฟันให้นานขึ้น แปรงให้บ่อยขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังอาหาร การแปรงฟันแค่วันละ 2 ครั้ง อาจจะไม่เพียงพอสำหรับคนจัดฟัน

ไหมขัดฟันและน้ำยาบ้วนปาก

คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยใช้ไหมขัดฟัน ต้องขอยอมรับว่าสมัยผู้เขียนเองก่อนจะมาเรียนทันตแพทย์ ก็เรียกได้ว่าไม่เคยใช้ไหมขัดฟันมาก่อน คนทั่วไปมักจะคิดว่าไม่จำเป็นต้องใช้ไหมขัดฟัน ยุ่งยากและเสียเวลามากเกินไป แต่รู้มั้ยครับว่า ชาวยุโรปเค้าใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ เป็นกิจวัตรประจำวันอย่างหนึ่ง ประหนึ่งเช่นการแปรงฟัน ล้างหน้า โกนหนวด อาจจะเป็นเพราะว่าส่วนหนึ่งราคาค่ารักษาฟันบ้านเค้าโหดร้ายมาก เค้าเลยอาจจะต้องดูแลรักษาฟันให้ดีเป็นพิเศษ

สำหรับคนไม่เคยใช้ไหมขัดฟันเลย แนะนำให้ฝึกใช้กันดูนะครับ พอทำจนชินแล้วก็ไม่ยากเลย แปปเดียวก็เสร็จแล้ว

น้ำยาบ้วนปากอาจจะใช้สะดวกกว่าไหมขัดฟัน ช่วยป้องกันฟันผุได้ดีเช่นกัน แนะนำให้ใช้กันนะครับ แต่อย่าใช้น้ำยาบ้วนปากอย่างเดียวโดยไม่แปรงฟันนะครับ มันแทนกันไม่ได้

อาหารการกิน

น้ำตาลเป็นปัจจัยก่อให้เกิดฟันผุเป็นหลัก ดังนั้น ควรปรับลดอาหารหวานๆลง โดยเฉพาะอย่างอาหารที่เหนียวติดฟันได้ด้วย เช่น ลูกอม ขนมหวาน น้ำหวาน ชานมไข่มุก หากดื่มหรือทานอาหารเหล่านี้ ควรจะต้องแปรงฟันหลังอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเริ่มจัดฟันไปแล้ว เนื่องจากอาหารที่ติดอยู่ที่เหล็กจัดฟันจะเป็นแหล่งอาหารชั้นดีให้กับเชื้อโรคที่ก่อให้เกิดฟันผุ

สุดท้าย

อาจจะยาวไปสักนิด แต่ก็หวังว่าผู้อ่านจะได้ทราบว่าหากเราต้องการจัดฟันจะต้องเตรียมตัวอะไรบ้างเพื่อตัวเราเอง อย่าได้รีบเกินไปจนลืมคำนึงถึงว่าตัวเราเองพร้อมจัดฟันหรือไม่ ถ้าเริ่มเมื่อไม่พร้อม เราอาจจะเจอความยุ่งยากมากมายระหว่างทางได้ ทางคลินิกอยากให้เตรียมตัวกันบ้างซักนิดก่อนจะเริ่มออกเดินทาง(เริ่มจัดฟัน) เพื่อช่วยให้เราไปถึงจุดหมายอย่างปลอดภัยและตรงเวลา